|
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมหารือกับนักธุรกิจชั้นนำของบาห์เรน ที่หอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน และเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม และการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหาร และศูนย์กระจายสินค้าระหว่างหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ คลังสำรองอาหารจะมีการศึกษารายละเอียดเรื่องการลงทุนให้แล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน เพื่อวางแนวทางการทำงานให้ชัดเจน โดยสินค้าที่จะอยู่ในคลังสำรอง เบื้องต้นจะเป็นข้าว น้ำตาล จากนั้นจะเป็นการพิจารณาวัสดุการก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ และสินค้าเกษตรอื่น ซึ่งเชื่อว่า หากประสบความสำเร็จ จะเป็นหลักประกันที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของ 2 ประเทศ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้า ฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน และซามาน บิน ฮามัด อัล คอลิฟะห์ มกุฎราชกุมารที่พระราชวังอัลกูดาปิยา โดยพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ทรงรับสั่งถึงความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศ ที่แน่นแฟ้นมาโดยตลอด ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ และทรงชื่นชมกับการบริการทางการแพทย์ของไทย ที่ประชาชนชาวบาห์เรนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการท่องเที่ยว และภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำของวันนี้ (31 มี.ค.53)
และในวันนี้ (31 มี.ค.53) การเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยนายกรัฐมนตรี มั่นใจ การลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม และการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหารและศูนย์กระจายสินค้า จะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคเอกชนไทยและบาห์เรนให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจการเยือนวันสุดท้ายที่บาห์เรน โดยได้มีการพบปะหารือ พร้อมร่วมรับประทานอาหารเช้ากับนายกรัฐมนตรี และนักธุรกิจชั้นนำของบาห์เรน ที่สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ด้านนโยบายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศว่า เป็นไปด้วยดี วิกฤตการเงินโลกได้ผ่านพ้นประเทศไทยแล้ว และเป็นโอกาสดีที่ไทยและบาห์เรน จะส่งเสริมการลงทุนให้ดำเนินการต่อไป เนื่องจาก 2 ประเทศ ถือเป็นประตูเศรษฐกิจของอาเซียน และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ได้ชื่นชมบาห์เรนที่มีแผนปรับปรุงนโยบายด้านเศรษฐกิจปี 2030 ซึ่งไทยพร้อมให้การสนับสนุน และช่วยเหลือส่งเสริมการลงทุนในทุกสาขา จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม และการลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหารและศูนย์กระจายสินค้าระหว่างหอการค้า และอุตสาหกรรมบาห์เรน และสภาหอการค้าประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การลงนามในบันทึกความตกลงดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความร่วมมือของภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงความร่วมมือด้านการก่อสร้างที่จะเริ่มขึ้น และหวังว่า สิ่งที่หารือในครั้งนี้จะเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และเชื่อว่า หากไทยกับบาห์เรนมีความร่วมมือกันอย่างจริงจัง อาเซียนและตะวันออกกลาง จะสามารถดึงดูดนักลงทุนจากภูมิภาคอื่น ให้มาลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันนี้
นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม จะยังเดินหน้าต่อไปได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องการเห็นปัญหาของประเทศยุติลง
ในระหว่างการเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนท้องถิ่นบาห์เรนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะซักถามเกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์การเมืองภายในขณะนี้ โดยนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมได้เจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมา 2 ครั้ง เพื่อให้ปัญหายุติ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เพราะความคิดเห็นที่แตกแยก จำเป็นต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่รัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุด โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทย เกี่ยวกับการที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลในรอบ 3 และนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 3 เมษายนนี้ว่า รัฐบาลได้เปิดโอกาสและติดต่อกับแกนนำมาโดยตลอด และเห็นว่า การเจรจาที่ผ่านมาสังคมส่วนใหญ่มีความหวังว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่รัฐบาลได้แสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยลดวาระการดำรงตำแหน่งลงกว่าครึ่ง ดังนั้นอยู่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะพิจารณาเงื่อนไขให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขอีกครั้งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความเครียด ซึ่งรัฐบาลจะไม่ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะหากสังคมมีความขัดแย้ง และไม่ลดความรุนแรงลงการเลือกตั้งถือว่ามีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังหวังว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม จะยังเดินหน้าต่อไปได้ เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการหาทางออกให้กับประเทศ
ส่วนเหตุระเบิดใกล้มูลนิธิรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อต้องการให้เป็นข่าว แต่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันให้มากขึ้น
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุ ยังไม่ได้กำหนดวันเจรจาครั้งที่ 3 กับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะแนวโน้มของกลุ่มยังไม่มีความชัดเจน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันเจรจาครั้งที่ 3 กับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะแนวโน้มของกลุ่มยังไม่มีความชัดเจน แต่คิดว่าน่าจะมีโอกาส เพราะรัฐบาลเชื่อว่าเป็นแนวทางที่จะสามารถทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีไม่อยากให้กังวลในเรื่องของกรอบเวลาในการยุบสภา เพราะสิ่งที่สำคัญทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศของบ้านเมือง ก่อนการเลือกตั้งให้ดีที่สุด และควรสร้างกฏกติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยเฉพาะเรื่องปัญหา 2 มาตรฐาน และความไม่เป็นธรรม ตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้เรียกร้อง คาดว่าวันนี้จะได้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องของการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาและการเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะศาลได้ตัดสินให้ยุติบทบาททางการเมือง และไม่มีสิทธิที่กลับมาเป็น ส.ส. และนายกรัฐมนตรีได้อีก
ทางด้านแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เปิดเผย จะไม่มีการเจรจากับรัฐบาล หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเจรจาที่ชัดเจน พร้อมเตรียมทำหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์ในการชุมนุมต่อสื่อต่างชาติ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวถึงแนวทางการเจรจากับรัฐบาลว่า หากรัฐบาลไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเจรจาที่ชัดเจนเรื่องการยุบสภา จะไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น และในวันที่ 3 เมษายนนี้ จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ทุกวิถีทาง เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาก่อนวันสงกรานต์ แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่ยุบสภา พร้อมที่จะชุมนุมยืดเยื้อ ทั้งนี้ นายจตุพร ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับเหตุระเบิดที่มูลนิธิรัฐบุรุษ เมื่อคืนที่ผ่านมา
ขณะที่ นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช. เตรียมทำหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ไปยังสถานทูตต่างๆ ที่ประจำอยู่ในประเทศไทย พร้อมจะเดินทางไปแถลงวัตถุประสงค์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ต่อสมาคมนักข่าวต่างประเทศในวันพรุ่งนี้ด้วย
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดประชุมตามปกติวันนี้ โดยมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ มีจะเริ่มในเวลา 09.00 น.มีระเบียบวาระที่จะเข้าสู่การพิจารณา อาทิ ร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม และร่างพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและนักงานอัยการ
ขณะที่บรรยากาศโดยรอบทั้งด้านในและด้านนอกรัฐสภา ไม่ได้วางกำลังเข้มงวดเหมือนเช่นสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านี้ แกนนำของกลุ่ม นปช.ประกาศว่า จะไม่เคลื่อนพลไปกดดัน จึงทำให้การรักษาความปลอดภัยมีเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกับทหารบางส่วนตรึงกำลัง บริเวณแยกอู่ทองใน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวาย
ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังตำรวจ 8 กองร้อย ดูแลความปลอดภัยโดยรอบอาคารรัฐสภาขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดประชุมช้ากว่ากำหนด เนื่องจากสมาชิกลงชื่อไม่ครบองค์ประชุม
พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะมาเคลื่อนไหวที่อาคารรัฐสภา อย่างไรก็ตามได้วางกำลังตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยโดยรอบ จำนวน 8 กองร้อย และไม่มีกำลังทหาร พลตำรวจตรีวิชัย กล่าวด้วยว่ายังไม่มีใครประสานให้เจรจากับแกนนำคนเสื้อแดงให้ลดพื้นที่การชุมนุม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ชุมนุมใหญ่วันที่ 3 เมษายนนี้ และยังไม่ได้รับรายงานการใช้จักรยานยนต์ดาวกระจาย ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมืองและหันหน้ามาหารือกัน ส่วนการย้ายผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ที่ดูแลพื้นที่บริเวณบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยนั้น เป็นการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ยืนยันว่าตำรวจทำงานอย่างเต็มที่และไม่มีการรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายใด
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้(31 มี.ค.) ที่มีกำหนดเริ่มในเวลา 09.00 น. ต้องเปิดประชุมช้ากว่ากำหนด เนื่องจากสมาชิกมาลงชื่อเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จึงไม่สามารถเปิดประชุมได้ ตามระเบียบวาระ อีกทั้งนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องไปเปิดประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ก่อน
ส่วนที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 ค่ายรัตนรังสรรค์จังหวัดระนอง ประกอบพิธีส่งทหารไปสับเปลี่ยนกำลังจังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 2)ค่ายรัตนรังสรรค์ จังหวัดระนอง จัดให้มีพิธีส่งกำลังทหารไปสับเปลี่ยนกำลังที่ประจำอยู่ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จำนวน 75 นาย โดยมี พ.อ.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.ร.25 พัน 2 เป็นประธานในพิธี มีญาติพี่น้องครอบครัว และเพื่อน ๆ ทหาร ร่วมในการส่งตัวกำลังพลมีการมอบดอกไม้เป็นกำลังใจแก่กำลังพล พระสงฆ์ประพรมนำพระพุทธมนต์พร้อมให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลทั้ง 75นายและครอบครัว
พ.อ.ศานติ กล่าวว่า การส่งทหารไปครั้งนี้เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังออกไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กับทหารชุดเก่าที่อยู่นานจนเกิดการอ่อนล้าหรือบางนายที่ยังไม่เคยได้กลับมาบ้านได้กลับมาบ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวและเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมต่อ ส่วนกำลังพลที่ส่งไปชายแดนใต้จำนวน 75 คน ได้มีการฝึกฝนทั้งในภาคสนาม และภาคทฤษฎี การเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.อ. ศานติ กล่าวด้วยว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้การเมืองนำการทหาร โดยงานการเมือง เน้นการใช้กลไกพัฒนาให้เกิดผลด้านเศรษฐกิจ สังคมวิทยา มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ประชาชนไม่คิดแบ่งแยกดินแดน ให้มวลชนเป็นฝ่ายเรา นี่คือเป้าหมายเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ประชาชนรักและไว้วางใจและที่สำคัญ กำลังพลของเราทุกนาย ต้องไม่สร้างปัญหา ให้กับผู้บังคับบัญชา ประชาชนในพื้นที่ ทุกกรณี จึงจะสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมาย ให้สำเร็จได้ตามที่ตั้งใจไว้
มาปิดท้ายกันที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในขณะนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงโรม ร่วมกับ 10 บริษัททัวร์ชั้นนำในอิตาลี นำคณะสื่อมวลชนร่วมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยใน 5 พื้นที่หลัก
นางวิยะดา ศรีรางกูล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกรุงโรม กล่าวว่า จากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทางสำนักงานได้ปรับแผนดำเนินการตลาดเชิงรุก โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงโรม ร่วมกับสายการบินอิตาลี สายการบินบางกอกแอร์เวย์ และบริษัทนำเที่ยวชั้นนำ 10 บริษัท พร้อมผู้ประกอบการ 85 ราย ร่วมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจในช่วงวันหยุดยาวนี้ โดยการเดินทางจะแบ่งเส้นทางสำรวจ 5 เส้นทาง ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ เกาะพีพี เกาะช้าง และเกาะสมุย
ทั้งนี้ในปี 2552 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอิตาลีเดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวน 162,135 คน ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศ 9 พันล้านบาท
ส่วนที่จังหวัดเลยนักท่องเที่ยวยังคงสนใจท่องเที่ยวและพักแรมตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดเลยต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
นายสุพจน์ วงศ์พรหมท้าว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่ของจังหวัดเลย ความคึกคักเริ่มลดลง ประกอบกับช่วงนี้กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 35-39 องศาเซลซียส แต่ในตอนกลางคืนอากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า บริเวณยอดภูอากาศหนาว จึงมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากพอสมควร ที่พักแรมในพื้นที่ของอำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ และอำเภอเชียงคาน ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ในวันมาฆบูชาการท่องเที่ยวของจังหวัดเลย ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะอำเภอเชียงคาน มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวและพักแรมในบริเวณถนนชายโขงเป็นจำนวนมาก
และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเยือนเมือง 100 ปีเชียงคาน ที่อำเภอเชียงคาน และ วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมืองเลย โดยมี นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หัวหน้าส่วนราชการ เฝ้ารับเสด็จ ถือเป็นสิริมงคลของชาวจังหวัดเลย และเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดเลยเป็นอย่างมาก สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาพักแรมในจังหวัดเลย เดือนกุมภาพันธ์ มีนักท่องเที่ยว (ในเมือง) เฉลี่ย 490 คนต่อวัน นักท่องเที่ยว (นอกเมือง) เฉลี่ย 123 คนต่อวัน
ด้านศุลกากรจังหวัดหนองคาย เปิดเผย การเปิดใช้สะพานมิตรภายไทย-ลาว และโครงการรถไฟเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดหนองคายถึงท่านาแล้ง ส่งผลให้การค้าชายแดนขยายตัวปีละประมาณร้อยละ 20
นายภราดวง พวงสุวรรณ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า หลังจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่จังหวัดหนองคายและโครงการรถไฟเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดหนองคายท่านาแล้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทำให้การค้าชายแดนที่ผ่านด่านหนองคายขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉลี่ยโตปีละประมาณร้อยละ 20 ยกเว้นปี 2552 ที่โตเพียงร้อยละ 3 เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมูลค่าการค้าปี 2552 มีมูลค่า 31,314 ล้านบาท ส่วน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 หรือตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2553 มีมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้น โดยไทยได้เปรียบดุลการค้าในไตรมาสแรก 8,105 ล้านบาท สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำมัน รถยนต์และเครื่องขุดดิน ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าคือไม้แปรรูป รถยนต์พวงมาลัยซ้ายและชุดสายไฟรถยนต์สำเร็จรูป
นอกจากนี้ศุลกากรหนองคายได้เสนอแนวคิดเพื่อจัดตั้งเขตปลอดอากรเพื่อการค้าและอุตสาหกรรม รวมทั้งร้านค้าปลอดภาษีที่บริเวณด้านศุลกากรเพื่อที่จะนำสินค้าจากประเทศที่สามมาจำหน่ายให้กับลาว โดยคาดว่าจะจัดตั้งได้ภายในต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ไทยกับลาวมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นและเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลด้วย
ข้อมูลข่าวและที่มา ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าว สวท.-ส.ปชส. Rewriter : อรจินดา บุรสมบูรณ์ |